สู้โควิด 19 ด้วยโลว์คาร์บ

ไวรัสโควิด 19 กำลังสร้างความปั่นป่วน ตระหนก และความเดือดร้อน เสียหาย กระจายไปเกือบจะทุกพื้นที่ในโลกใบนี้ มีความพยายามปกป้องตัวเองในส่วนบุคคลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสรวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ และการอยู่ห่างๆ กัน ในส่วนภาครัฐก็ออกมาตรการห้ามการชุมนุม ห้ามการเดินทาง ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อธุรกิจหลายอย่าง

คนบางส่วนอาจจะหวังว่า นี่เป็นเรื่องชั่วคราว มันจะจบลงในที่สุด มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า ไวรัสโควิด 19 จะไม่สามารถถูกทำลายให้หมดไปได้ เช่น กรณีของซารส์ ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำลายระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซารส์สามารถตรวจพบได้ง่าย แสดงอาการเร็วและรุนแรง การสอบสวนโรคและการแยกกักกันผู้ติดเชื้อทำได้ง่ายกว่า ในที่สุดซารส์ถูกกำจัดหมดไปได้ ไม่กลับมาอีก แม้วัคซีนที่พัฒนาขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสได้ใช้

แต่โควิด 19 น่าจะไม่หมดไป เพราะอาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรง หรือไม่มีอาการ มีระยะฟักตัวนาน ตรวจจับได้ช้า การแยกกักกันผู้ติดเชื้อทำได้ยากกว่า ซึ่งก็เป็นรูปแแบบของไวรัสไข้หวัดตัวอื่นๆ ที่กลับมาระบาดตามฤดูกาล

ไวรัสเป็นสิ่งที่ทำลายได้ยาก ไม่มียาที่ฆ่าไวรัสโดยตรง สิ่งที่วงการแพทย์ทำได้คือการพัฒนาวัคซีน และยาต้านไวรัส ซึ่งจะเข้าไปช่วยระบบภูมิคุ้นกันของมนุษย์ให้จัดการกับไวรัสเอง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์นี่เองที่มีกลไกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการต้านและขจัดไวรัสหรือสารแปลกปลอมอื่นๆ ที่เข้าไปในตัวเรา

ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้ดี ก็จะต้องมีสุขภาพที่ดี คนที่เป็นเบาหวาน ความดัน หรือแค่น้ำหนักเกินมากๆ จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด 19 และมีอาการรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต มากกว่าคนอื่นๆ

การลดและความคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีพร่องแป้งหรืองดแป้ง น่าจะเป็นแนวทางการสู้กับโควิด 19 ในระยะยาวที่ควรนำมาใช้อย่างจริงจัง นอกเหนือจากมาตรการระยะสั้นอื่นๆ เช่น ล้างมือ สรวมหน้ากากอนามัย และ social distancing

เผ่าพันธ์มนุษย์อาจเอาชนะโรคเบาหวานได้ด้วยวิวัฒนาการของตัวเอง

ฟรานเซส บรอดสกี นักวิทยาศาสตร์จาก ยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ แห่งลอนดอน ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ว่า มนุษย์มีการวิวัฒนาการในการเอาชนะโรคเบาหวานมาตั้งแต่ยุคนีโอลิธิค ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของเกษตรกรรมและการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเป็นจำนวนมาก

คุณบรอดสกี้อธิบายว่า มนุษย์มียีนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเรียกว่า CLTCL1 ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือชนิดที่ทำงานได้ไม่ดีนักกับชนิดที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มนุษย์ปัจจุบันมีไม่ถึงครึ่งที่มี CLTCL1 ชนิดประสิทธิภาพสูง ยีนชนิดนี้เริ่มพบในมนุษย์ตั้งแต่สมัยนีโอลิธิค ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์รู้จักการเพาะปลูกข้าวและธัญพืชอื่นๆ นั่นคือเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มรับประทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นจนเป็นอาหารหลัก ซึ่งนำมาสู่ปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดสูง การเป็นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และน่าจะนำไปสู่การเลียชีวิตของมนุษย์จำนวนไม่น้อย มนุษย์ที่มียีน CLTCL1 ชนิดประสิทธิภาพสูง จึงน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามหลักวิวัฒนาการ “ความอยู่รอดของผู้ที่มีความพร้อมมากกว่า (survival of the fittest” ซึ่งเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

เรารู้ว่่า โรคเบาหวาน มีพันธุกรรมเป็นปัจจัยเสียง ถ้าตามผลการวิจัยนี้ น่าจะบอกได้ว่า ผู้ที่ไม่มี CLTCL1 ชนิดประสิทธิภาพสูง มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม นอกเหนือจากพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นแป้งและน้ำตาลซึ่งอาจสืบทอดกันมาในครอบครัวเดียวกัน

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตใช้เวลานับหมื่นๆ ปี กว่าเราจะได้มนุษย์สายพันธ์ที่มี CLTCL1 ชนิดประสิทธิภาพสูงเป็นส่วนใหญ่คงนานเกินรอ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้สำหรับคนที่มีปัจจัยเสียงทางพันธุกรรมก็คือ การลดหรืองดการบริโภคแป้งและน้ำตาล ตามที่เว็บไซต์นี้เรียกร้องมาตลอด

เดินอย่างไรให้ได้ 10,000 ก้าวต่อวัน

ผมเคยแนะนำว่า การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด และนาฬิกานับก้าวเป็นเครื่องออกกำฃังกายที่ดีที่สุด แต่ความเป็นจริงก็คือ จำนวนก้าวการเดินในการใช้ชีวิตประจำวันปรกติของเราอยู่ที่แค่ 2,000-3,000 ก้าวเท่านั้น ทำอย่างไรจึงจะเดินให้ได้สัก 7,000 ก้าวที่มีการแนะนำสำหรับการเสริมสร้างสุขภาพที่ดี หรือถ้าจะให้ดีสัก 10,000 ก้าว

คนเราเดินได้ประมาณ 100-120 ก้าวต่อนาที ถ้าจะเดินให้ได้ 7,000 ก้าวก็ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10,000 ก็ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง บอกได้เลยว่า การเดินในการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงานตามปกติห่างไกลจากเป้าหมายนี้มาก

ผมมีกลยุทธ์ที่ผมใช้อยู่ในการเดินให้ได้ 11,500 ก้าวทุกวัน ดังนี้ครับ

  1. มนุษย์ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะนั่งอยู่กับที่นานเกินไป หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าได้นั่งอยู่กับที่ทำงานหรือดูทีวีเกิน 2-3 ชั่วโมงแล้วโดยไม่ได้ลุกไปไหน ดังนั้น ต้องกำหนดกับตัวเองว่าจะต้องลุกขึ้นเดินให้ได้สัก 250 ก้าวทุกชั่วโมง นาฬิกานับจำนวนก้าวยี่ห้อดังที่ผมใช้อยู่มีฟังชั่นที่เตือนเราเรื่องนี้
  2. ออกรอบเล่นกอล์ฟ คุณจะได้เดินประมาณ 15,000 ก้าวถ้าไม่ใช้รถคาร์ท ผมเล์อกที่จะเดินทุกครั้ง
  3. เลือกใช้รถไฟฟ้าหรือรถมล์ในทุกโอกาสที่ทำได้ เราจะถูกบังคับให้เดินพอสมควรทีเดียว
  4. สุดท้ายเมื่อกลับบ้านตอนเย็นมาดูจำนวนก้าวที่เดินในวันนั้น ส่วนใหญ่จะพบว่ายังขาดอีกเยอะกว่าจะถึงเป้า วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือเดินย่ำเท้าอยู่กับที่ อาจจะดูทีวีไปพลาง จนครบจำนวนก้าวที่ต้องการ อย่าไปคิดว่าการเดินซอยเท้าอยู่กับที่จะไม่ได้ออกกำลังกายเท่าที่ควร จริงๆ แล้วถ้าทำต่อเนื่องไม่หยุด 30 นาทีก็ได้เหงื่อทีเดียว จำนวนการเต้นของหัวใจก็ขึ้นไปได้ถึง 100-120 ครั้งต่อนาที

เทคนิคพิเศษ

ใครที่มีปัญหานาฬิกานับก้าวไม่นับก้าวเวลาเราเดินถือของ เข็ญรถช็อปปิ้ง วิ่งสายพานโดยมือจับราว หรือปั่นจักรยาน วิธีง่ายๆ ที่มีคนทำไม่น้อยคือการผูกนาฬิกานับก้าวที่ข้อเท้าแทนการผูกที่ข้อมือ อาจจะต้องใช้แถบผ้ายืดหรือหาวิธีอื่นๆ นาฬิกานับก้าวที่ผมใช้เผอิญลือกขนาดสายรัดที่ใหญ่นิดนึง จึงใช้กับข้อเท้าได้ด้วย นับก้าวได้ถูกต้องแม่นยำกว่าผูกที่ข้อมือเสียอีก แถมวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ

พร่องแป้งได้รับการยอมรับในวงการแพทย์กระแสหลัก

เมื่อสัก 7 ปีก่อนผมได้รับเชิญให้ไปพูดให้สมาชิกสโมสรโรตารี่แห่งหนึ่งฟัง ผมได้นำเสนอเรื่องการควบคุมน้ำหนักและการรักษาสุขภาพโดยรวมด้วยวิถีพร่องแป้ง โดยอธิบายหลักการพร่องแป้งเช่นเดียวกับที่เขียนในเว็บนี้ ผู้ฟังจำนวนไม่น้อยเป็นคุณหมอ และผมรู้สึกได้ว่าไม่ค่อยจะได้รับควาามสนใจเท่าไร

3 ปีก่อนญาติคนหนึ่งซึ่งเป็นคุณหมอให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องพร่องแป้งว่าน่าจะมีปัญหา เพราะสมองอาจได้รับน้ำตาลไม่เพียงพอ

แต่ช่วง 3 ปีหลังนี้ ทัศนคติเกี่ยวกับแป้งและน้ำตาลเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เริ่มจากการที่ทางการสหรัฐฯ เปลี่ยนคำแนะนำเกี่ยวกับสัดส่วนของอาหารที่ควรรับประทาน โดยลดสัดส่วนของแป้งลงอย่างชัดเจน วงการแพทย์ในเมืองไทยก็เร่ิมยอมรับอย่างชัดเจนว่าการบริโภคแป้งและน้ำตาลมากเกินไปเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ในญี่ปุ่นมีการพูดถึง ปัญหาการกระชากขึ้นลงอย่างรวดเร็วของระดับน้ำตาลในเลือด (blood-sugar spike) ซึ่งเป็นผลจากการบริโภคอาหารพวกแป้งและน้ำตาล

หลายประเทศรวมถึงไทยเริ่มดำเนินการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลในสัดส่วนที่สูง อุตสาหกรรมอาหารเองก็ตื่นตัวจนทำให้เราเห็นป้ายฉลาก “ปลอดน้ำตาล” (sugar-free) อย่างแพร่หลาย

เป็นเริ่องน่ายินดีมากสำหรับการตื่นตัวต่อภัยร้ายของแป้งและน้ำตาลของผู้คนในโลกนี้ โดยเฉพาะสำหรับเว็บไซต์นี้ซึ่งพูดเรื่องนี้มานาน และข้อมูลส่วนใหญ่ของเราก็ยังใช้ได้

เหลืออีกด่านเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คาดว่าอีกไม่นานคงได้รับการยอมรับ นั่นคือ การบริโภคอาหารประเภทไขมัน ไม่ใช่ตัวการสำคัญของไขมันในเลือดหรือในเซลอื่นๆ เพราะ 90% ของไขมันในร่างกายของเราสร้างขึ้นมาโดยร่างกายของเราเอง

นาฬิกานับก้าว เครื่องออกกำลังกายที่ดีที่สุด

ถ้าการเก็บสถิติ และความดึงดูดให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เป็นคุณสมบัติสำคัญของเครื่องช่วยออกกำลังกาย ผมพบว่านาฬิกานับก้าวนี่แหละคือเครื่องช่วยออกกำลังกายที่ดีที่สุด

ผมได้รับนาฬิกานับก้าวเป็นของขวัญปีใหม่มาสัก 3-4 ปีก่อน และไม่เคยสนใจนัก จนกระทั่งเมื่อสัก 6 เดือนก่อน ตัดสินใจเอามาทดลองใช้ นาฬิกานี้ให้เราตั้งระยะก้าวเดินและก้าววิ่งของเรา เช่น 70 ซม และ 80 ซม ตามลำดับ เพื่อเป็นข้อมูลในการคำนวณระยะที่เราเดินหรือวิ่งรวมกันในแต่ละวัน ขึ้นวันใหม่ก็เริ่มนับใหม่ นอกจากนี้ ยังวัดชีพจรของเราได้ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยการแตะที่หน้าปัทม์

ผมตั้งระยะทางรวมในการเดินวิ่งของตัวเองที่ 4 กม ต่อวัน และจะเดิน วิ่งให้ได้ตามที่ตั้งทุกวันไม่มีเว้น ผลก็คือ ผมถูกบังคับให้ขยันเดินในบ้าน ไม่นั่งอยู่กับที่นานๆ ไปห้างก็จอดรถไกลๆ และเดินชมสินค้าให้เพลินๆ ก่อนกลับ ลงบันไดตึกคอนโดโดยไม่ยอมใช้ลิฟท์ และบ่อยๆ ที่ต้องวิ่งไปมาในห้องก่อนนอน เพราะระยะทางรวมยังไม่ถึงเป้า เวลาไปต่างจังหวัดเข้าพักในโรงแรมก็ไม่มีปัญหา เพราะเดินวิ่งในห้องพักได้อยู่แล้ว

มานั่งนึกดู สิ่งที่เครื่องช่วยออกกำลังกายทั้งหลายมีเหมือนกันก็คือ เครื่องช่วยเดิน วิ่ง หรือการออกกลังกายด้วยท่างทางอื่นๆ พร้อมกับจอบอกสถิติต่างๆ ในการออกกำลังกายของเรา จริงๆ แล้วส่วนที่ช่วยออกกำลังกายไม่จำเป็น เพราะเราสามารถ เดิน วิ่ง หรือออกท่าทางต่างๆ ได้โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยใดๆ อยู่แล้ว โดยไม่จำกัดสถานที่ด้วย สิ่งที่เราต้องการคือ เครื่องนับและบอกสถิติต่างๆ เพื่อช่วยให้เรามีเป้าหมาย ซึ่งนาฬิกานับก้าวทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี

ปัจจุบัน ผมใส่นาฬิกานี้ทุกวัน ยกเว้นวันเล่นกอล์ฟเพราะเดินประมาณ 10 กม เกินระยะที่ตั้งเป้าไว้อยู่แล้ว

 

 

แป้งด้าน

แป้งด้าน หรือ resistant starch กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการโภชนศาสตร์ แป้งด้านคืออะไร ผมขอสรุปข้อมูลที่ค้นคว้ามาดังนี้ครับ

แป้ง เป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารหลายชนิด เมื่อก่อนเราเชื่อว่าแป้งส่วนใหญ่จะถูกย่อยจนหมดในลำไส้เล็ก เปลี่ยนเป็นน้ำตาลและถูกดูดซึมเข้าสู่เซลต่างๆ ของร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานหรือเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อสะสมไว้เป็นพลังงานในอนาคต

มีการค้นพบว่ามีแป้งบางชนิดที่ไม่ถูกย่อยโดยลำไส้เล็ก และสามารถผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ผมจึงขอเรียกแป้งพวกนี้ว่า “แป้งด้าน” หรือ resistant starch (RS) คือแป้งที่ ด้าน ต่อการย่อย แป้งด้านจึงมีคุณสมบัติคล้ายๆ กับเส้นใย ซึ่งจะไม่ผ่านการย่อยและผ่านไปยังลำไส้ใหญ่

เมื่อไปถึงลำไส้ใหญ๋แป้งด้านจะถูกย่อยสลายและกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ใหญ่ (gut flora) จำนวนแบคทีเรียในลำใส้ใหญ่มีมากถึงประมาณ 10 เท่าของจำนวนเซลในร่างกายของมนุษย์ และมีส่วนสำคัญในระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ และสุขภาพโดยรวมของมนุษย์ ในขบวนการนี้แบคทีเรียจะเปลี่ยนแป้งด้านเป็น กรดไขมันลูกโช่สั้น (short-chain fatty acid) butyrate ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับเซลลำไส้ ช่วยลด pH ลดการอักเสบ และอาจจะช่วยลดหรือป้องกันมะเร็งลำไส้

นอกจากนั้น butyrate ส่วนที่ใช้ไม่หมดในลำไส้จะแพร่กระจายผ่านเส้นเลือดและตับสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายซึ่งเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย

เชื่อกันด้วยว่า แป้งด้าน มีส่วนช่วยลดการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเส้นเลือดของแป้งชนิดอื่นๆ นั่นคือลด glycemic index ของคาร์บตัวอื่นๆ ช่วนเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (insulin sensitivity) ผลโดยรวมก็คือ ช่วยป้องกันหรือลดภาวะโรคเบาหวานได้

ชาวพร่องแป้งคงได้ทราบกันอยู่แล้วจากเว็บไซต์นี้ว่า การควบคุมระดับนำตาลในเลือดชวยบริหารความหิวได้ นั่นก็คือ แป้งด้าน ก็มีผลในการช่วยให้ไม่หิวง่ายได้เช่นกัน จึงมีผลดีในการลดหรือควบคุมน้ำหนัก

เอาละ มาดูว่าแป้งด้านมีในอาหารประเภทไหนบ้าง

  • กลุ่ม RS1 เป็นพวกเมล็ดธัญพืชที่ยังไม่ผ่านการปรุง
  • กลุ่ม RS2 มีในพืชแป้งบางชนิด เช่น มันผรั่งดิบ และกล้วยดิบ
  • กลุ่ม RS3 ได้จากการนำพืชแป้งบางชนิด เช่น มันฝรั่ง ข้าว มาต้มหรือทำให้สุก แล้วแช่เย็น ซึ่งจำทำให้บางส่วนของแป้งเปลี่ยนเป็นแป้งด้าน โดยขบวนการคืนสภาพเดิม (retrogradation)
  • กลุ่ม RS4 การสังเคราะห์ขึ้นโดยขบวนการทางเคมี

จากประโยชน์นานัปการ แป้งด้านกำลังเป็นที่สนใจ ในวงการโภชนศาสตร์และวงการลดความอ้วน มีหลายคนเริ่มทดลองกับตัวเอง ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย

รายงานผลเบื้องต้น

  • แป้งด้านน่าจะมีส่วนช่วยระบบย่อยและการขับถ่าย
  • แป้งด้านอาจจะไม่ช่วยลดน้ำหนักถ้าทานเยอะ เพราะแป้งด้านเองเมื่อถูกย่อยที่ลำไส้ใหญ่จะได้กรดไขมันซึ่งร่างกายสามารถใช้เป็นพลังงานได้ นั่นคือ เพิ่มคาโลรีให้แก่ร่างกาย

 {fcomment mail_to=lowcarber@lowcarb-thailand.com}

 

แค่ “พร่อง” แป้ง สงสัยจะไม่พอ

หลายคนที่ปฏิบัติตามแนวทางพร่องแป้ง (low carb) ได้ผลดีระยะแรก แล้วก็สะดุดอยู่ที่จุดหนึ่งซึ่งยังไม่ใช่จุดที่พอใจ ที่เรียกกันว่า low-carb plateau คือลดน้ำหนักได้แล้ว แต่ติดอยู่บนที่ราบสูง ลดต่อไม่ได้ บางคนก็อาจท้อจนเลิกพร่องแป้ง แล้วก็อาจจะโยโย่นำหนักขึ้นกลับไปที่เดิมหรือมากกว่าเดิม หลายคนทำพร่องแป้งด้วยความยากลำบากเพราะอดที่จะกินแป้งและน้ำตาลไม่ได้

ผมเองพร่องแป้งมามากกว่า 15 ปี ลดน้ำหนักได้ระดับหนึ่งและก็ความคุมไม่ให้น้ำหนักเพิ่มได้ แต่ก็ยังไม่สามารถลดลงต่ำกว่าที่ราบสูงของตัวเองได้ จนกระทั่งมาอ่านเจอบทความของคุณหมอ บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ซึ่งแนะนำให้คนไข้เบาหวานงดแป้ง น้ำตาล รวมถึงผลไม้โดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งงดยาลดเบาหวานด้วย โดยให้ทานพวกเนื้อกับผักแทน ผลที่ได้น่าประทับใจมากเพราะนอกจากน้ำตาลในเลือดจะลดลงแล้ว ผู้ป่วยยังลดน้ำหนักได้ด้วย

อันที่จริงผมเคยเขียนเกี่ยวกับการหันมากินเนื้อกับพืชผักแบบมนุษย์ยุคหินไว้นานแล้ว (ดู “นีแอนเดอร์ธิน..มนุษย์หินยุคใหม่“) แต่ก็ไม่เคยทดลองทำตามนั้น จนกระทั่งมาอ่านบทความคุณหมอบรรจบข้างต้นนี้ จึงตัดสินใจปรับระดับตัวเอง จาก “พร่องแป้ง หรือ low carb” ไป “เลิกแป้ง หรือ quit carb” เสียเลย 

ผมทำมา 2 สัปดาห์ น้ำหนักลงไปประมาณ 3 กก. ไปสู่ระดับน้ำหนักสมัยที่อายุยังไม่ถึง 30 เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

สิ่งที่ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งก็คือ คนเราจำนวนมากมักจะชอบทานแป้ง แม้ว่าอาจจะเลิกทานของหวานได้ แต่ก็มักจะมีอาหารพวกแป้งที่ชอบเป็นพิเศษและต้องหาโอกาสทานให้ได้ เช่น บางคนชอบข้าเหนี่ยว บางคนชอบทานพิซซ่า มันฝรั่งทอดกรอบ ก๊วยเตี๋ยว และอื่นๆ อีกมาก คาร์บเหล่านี้มีคุณสมบัติคล้ายๆ สารออกฤทธิต่อจิตประสาท (psychoactive substance) และมีลักษณะเสพติด (addictive) มีคนที่ทำวิจัยเรื่องนี้และก็มีข้อสรุปว่าเป็นเช่นนั้น นั่นก็คือ คาร์บทำให้อยากทานคาร์บ ทำให้โหยหา ดังนี้น การพยายาม พร่องแป้ง หรือ ทานคาร์บแต่เพียงน้อยๆ จึงทำได้ยาก ซึ่งก็ตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวของผม

เมื่อเราตัดสินใจและเริ่ม “เลิกแป้ง” เท่าที่ทดลองทำด้วยตัวเองพบว่า เราไม่โหยหาแป้งอีกต่อไป

สรุป เว็บนี้จะปรับคำแนะนำสำหรับแฟนๆ ใหม่นะครับ จาก “พร่องแป้ง” สู่ “เลิกแป้ง”

{fcomment mail_to=lowcarber@lowcarb-thailand.com}

ถึงเวลาปรับโฉม

ปรับโฉมใหม่อีกครั้งหลังจากใช้งานมากว่า 4 ปี ถือโอกาสปรับเนื้อหาให้กระชับขึ้น เพื่อสะดวกสำหรับทั้งผู้มาเยือนใหม่ๆ หรือท่านที่เป็นสมาชิกอยู่แล้ว

โปรดติดตามความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมานะครับ

ผลศึกษาล่าสุดยืนยันโลว์คาร์บดีที่สุด

วันก่อนฟัง ว๊อยซ์ออฟอเมริกาภาคภาษาไทย พูดถึงผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่า แนวทางพร่องแป้ง หรือโลว์คาร์บ ได้ผลดีที่สุดในการลดน้ำหนัก ผมขอคัดข้อความบางส่วนมานำเสนอนะครับ

Continue reading “ผลศึกษาล่าสุดยืนยันโลว์คาร์บดีที่สุด”

โลว์คาร์บไทยแลนด์ปรับโฉมใหม่..อีกครั้ง

ไม่ได้เขียนอะไรในบล็อกนี้นานพอควร ขอถือโอกาสที่เราปรับโฉมใหม่สวัสดีเพื่อนๆนะครับ

เราปรับโฉมครั้งล่าสูดเมื่อกว่า  2 ปีที่แล้ว ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องปรับโฉมเสียที 

โฉมใหม่แต่เนื้อหาส่วนใหญ่คงเดิม บางส่วนที่อาจจะซ้ำซ้อนก็อาจจะถูกยกเลิกไป แต่โดยรวมแล้ว การใช้งานน่าจะสดวกขึ้นนะครับ

ถ้าเพื่อนๆ มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ติดต่อมาได้นะครับ